สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ต้นไทรแสนแปดสิบต้น แนวเคลื่อนเข้าหาของประชาคม

by kai @6 มิ.ย. 50 21:00 ( IP : 222...53 ) | Tags : แนะนำเครือข่าย
photo  , 448x336 pixel , 95,304 bytes.

"น้ำตกโตนลุงไข่" ชื่อนี้อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก  ตามแนวเทือกเขาบรรทัดอันทอดผ่านอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลายังมีน้ำตกอีกหลายแห่ง  ที่ยังไม่ถูกรบกวนจากนักท่องเที่ยวต่างถิ่น

แนวเขาบรรทัดบริเวณบ้านหน้าเขา ตำบลท่าชะมวง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เรียกว่าเขาแก้วเป็นที่ตั้งของน้ำตกโตนลุงไข่  การเดินทางเข้าไปถึงสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างสลับซับซ้อน

จากถนนสายเก่าหาดใหญ่ -รัตภูมิ  มีทางเข้าอยู่หลายทาง อาจเลี้ยวลงจากถนนใหญ่ตรงข้ามโรงเรียนห้วยโอนหรือใช้เส้นทางข้างโรงเรียนรัตภูมิวิทยา  แต่คนไม่เคยไปอาจต้องแวะลงถามหลายครั้ง  เพื่อลัดเลาะตามหมู่บ้านและสวนยางไปบนถนนดินแคบ ๆ ที่บางแห่งน้ำเซาะเป็นร่องลึก ไล่เรื่อยจนได้ยินเสียงน้ำตกจากไหล่เขาทางทิศใต้  ในผืนป่าสิริกิติ์อันเป็นต้นน้ำสำคัญของสงขลา ไม่ว่าคลองภูมี หรือคลองอู่ตะเภา

31 พฤษภาคมที่ผ่านมา  เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมี นำโดย วรัณ สุวรรณโน หรือ "พี่เจีย" ของน้องๆ ได้จัดกิจกรรมค่ายยุวชนต้นกล้ารักษ์ป่ารักษ์น้ำครั้งที่ 2 ขึ้นที่น้ำตกโตนลุงไข่    ทำให้น้ำตกดูคึกคักกว่าทุกวัน  เพราะมีเยาวชนจากรัตภูมิเข้าร่วมกว่า 45 คนตั้งแต่ระดับชั้น ประถม-มัธยม  เด็กเหล่านี้แม้จะมีภูมิลำเนาในพื้นที่รัตภูมิ แต่บางคนไปเรียนต่างถิ่นทั่วสงขลา ขณะที่มีกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีมาร่วมเป็นวิทยากรอีกไม่น้อยจากหลากหลายอาชีพ ทั้ง ครู อาจารย์ ตำรวจ ผู้นำชุมชน ฯลฯ
โดยเฉพาะอาสาสมัครของเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมีนั้นความเป็นมาน่าสนใจยิ่ง  อดีตของพวกเขาจำนวนหนึ่งคือผู้ที่เคยผ่านมรสุมชีวิตเดินก้าวพลาดไปสู่หนทางของยาเสพติด แต่ทุกวันนี้ กลับตัวกลับใจอย่างเด็ดขาด หันมาทำงานเพื่อรับใช้สังคม  พวกเขาเคยเสนอให้มีการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีในป่า เมื่อพูดกับใครก็ถูกหัวเราะกลับมา คิดดีแต่แทบไม่มีแนวร่วม  โอกาสเพิ่งเปิดหลังจากมีการจัดกิจกรรมแผนสุขภาพจังหวัดสงขลาพวกเขาได้รับการตอบรับจากเครือข่ายต่างๆ ไม่มองเป็นเรื่องไร้สาระอีกต่อไป
กล้วยไม้รองเท้านารี กำลังออกดอกสีม่วงสลับขาวเขียวเบ่งบานสวยงาม จำนวนหนึ่งได้ถูกนำมาแสดงในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

กิจกรรมวอล์คแรลลี่  เริ่มต้นบนแผ่นหินบนน้ำตกโตนลุงไข่  ลักษณะน้ำตกโตนลงลุงไข่ยามนีเห็นสายน้ำเล็กๆ ไหลผ่านแผ่นหินขนาดใหญ่ ลงมาสู่แอ่งใสเบื้องล่าง ความชันไม่มาก เดินไต่สะดวก ไม่มีหินแหลมคม เด็กแถวนั้นที่ตั้งใจไปเล่นน้ำโดยเฉพาะ จึงมีวิธีเล่นหวาดเสียวโดยเดินขึ้นไประดับสูงแล้วทิ้งตัวลงเหมือนสะพานลื่น หรือสไลเดอร์ในสวนสนุก ดูจะไม่อันตรายนัก

กิจกรรมเริ่มตั้งแต่การจัดการไหว้เจ้าที่เจ้าทางตามแบบโบราณ  โดยการเชิญชาวบ้านผู้ประกอบพิธีโดยตรงมาทำพิธี  เพื่อให้เด็กได้รับรู้ถึงพิธีกรรมในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ  และตามแบบวิถีชุมชม นอกจากนั้นยังเป็นการขอพรจากเจ้าที่เจ้าทางให้เดินทางเข้าป่าอย่างปลอดภัย ตามความเชื่อ
เด็กถูกแบ่งออกเป็น 7 ทีม  แล้วการแข่งขันก็เริ่มต้น ผู้เข้าร่วมจะถูกปล่อยเดินขึ้นเขาเข้าป่าทีละทีมพร้อมกับวิทยากรพี่เลี้ยง ผู้เชี่ยวชาญเส้นทางในพื้นที่  เดินขึ้นไปสู่ยอดเขาแก้ว เล่นเกมเก็บคะแนนตามโจทย์  ของการแข่งแรลลี่ทั่วไป  เพียงแต่คำถามให้บอกชื่อต้นไม้ , ต้นไม้ที่กินได้ ฯลฯ  กระทั่งผลการแข่งขันอาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะหลักใจความสำคัญเป็นเพียงเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง
"กิจกรรมนี้เราไม่คาดหวังเรื่องวิชาการ  แต่ต้องการให้เด็กที่เข้าร่วมได้ซึมซับบรรยากาศของผืนป่า พวกเขาจะเห็นวิวทิวทัศน์  เห็นกล้วยไม้  อะไรต่างๆ การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ก็จะตามมา " พี่เจีย เดินถือกล้องถ่ายวิดีโอ ถ่ายภาพไปด้วย และคุยให้ฟัง ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการและเกี่ยวกับป่าผืนนี้ ที่เขาคุ้นเคยดี  ด้วยบทบาทของเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมี  อันมีแนวคิดต่อขั้นตอนการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ทำการศึกษาเพื่อไปสู่การอนุรักษ์ให้เข้มแข็งเสียก่อน  ส่วนการจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้นเอาไว้เป็นเป้าหมายปลายสุด

"ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง ยังไม่ชัดเจนในเรื่องการจัดการ การอนุรักษ์  จะปล่อยให้การท่องเที่ยวเกิดขึ้นไม่ได้" พี่เจียเล่าว่าต้องสร้างวิถีให้ชาวบ้านใหม่ในการเฝ้าระวังต้นไม้  ป่าแถบนี้เดิมเคยถูกแผ้วถางบุกรุกมาก่อน  ขนาดมีคนขนกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าบางชนิดออกไปขาย กันเป็นกระสอบเลยทีเดียว  การเวนคืนประกาศเป็นพื้นที่สวนป่าสิริกิติ์ น่าจะเป็นสัญญาณที่จะต้องฟื้นฟูสภาพธรรมชาติให้กลับมาใหม่อีกครั้ง  แม้ว่าถัดจากน้ำตกลงไปจะถูกรุกคืบด้วยสวนยางพาราเข้ามาใกล้

"อย่าดึงต้นไม้นะครับ  ห้ามเด็ด เก็บภาพได้อย่างเดียวห้ามเก็บต้นไม้ " พี่เจียเตือนน้องคนหนึ่ง ที่เผลอไปจับกล้วยไม้ลอยขึ้นมาจากพื้น พร้อมกับอธิบายว่าแม้เป็นกล้วยไม้ที่ไม้ต้องยึดเกาะ ดูแล้วเป็นเหมือนเศษอะไรสักอย่าง แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของป่า
เดินปีนป่ายขึ้นเขาไปตามทางของการแข่งขันที่ชันและรก  สภาพภูเขาที่มีพื้นแผ่นหินขนาดใหญ่ฝังอยู่ทั่วไป บริเวณแผ่นหินผาเตียนโล่งเปล่าเปลือยจากไม้ใหญ่ ในยามฝนชุกเดาได้ไม่ยากว่าคือทางที่น้ำไหลบ่าลงมาจากยอดเขาจนอาจจะมองเห็นสายน้ำกระทบแดดระยิบระยับจากระยะไกลจากพื้นราบเบื้องล่างโน่นทีเดียว  แต่ในยามที่น้ำเหือดแห้ง คราบตะไคร่น้ำแห้งสนิท พื้นไม่ถึงกับลื่นมาก เดินไปตามแนวแผ่นหิน และบางช่วงต้องหลบหลีกซอกหินอย่างระมัดระวัง  เมื่อได้หยุดพักบริเวณโล่งๆ จะมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่าง สุดลูกหูลูกตาที่ลงพื้นด้วยสีเขียว  ยกเว้นภูเขาที่ถูกขุดผ่าซีกเอาดินลูกรังสีส้มเป็นรอยหมองเว้าแหว่งบางแห่ง นั่นเป็นปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมอีกประเด็นหนึ่งที่ดำรงอยู่

ระหว่างทางนอกจากสัญลักษณ์สำหรับการเดินไปสู่จุดหมายในเกมแล้ว  พี่ๆ ผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลาย  เอาป้ายมาติดบนต้นไม้ เพื่อบอกว่ามีต้นอะไรบ้าง  ขี้แรด เคียนหิน  ตอป่า  ขอมป่า กระเรกระร่อน  ฯลฯ  ท่ามกลางเสียงนกร้องจากปลายไม้ เสียงแมลง หากสำหรับเด็กยุคใหม่ อาจเป็นเรื่องที่ไกลตัว ที่เขาจะทำความรู้จักกับชื่อพืชหรือสัตว์ลักษณะนี้ถ้าไม่ถูกชักจูงด้วยเกม
อย่างไรก็ตามกิจกรรมในวันนั้นและกลุ่มเด็กกลุ่มนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจทีเดียว ในการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาเป็นแนวร่วมในการอนุรักษ์ ในเมื่ออนาคตที่แท้จริงอยู่ในมือพวกเขาเหล่านี้
พี่เจียเล่าระหว่างการเดินไปกับน้องๆ กลุ่มหนึ่งว่า เพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้กลับมาได้มีโครงการปลูกต้นไทรจำนวน 100,080 ต้น เพื่อถวายในหลวงในวโรกาสพระชนมายุ 80 พรรษาในปีนี้ด้วย  โครงการดังกล่าวกำลังเริ่มต้นแล้ว โดยได้รับการอุดหนุนพันธ์ไม้เบื้องต้น  จากศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ฯ  มีทั้งการนำต้นมาปลูก และหาเมล็ดของต้นไทรใส่ในดินปั้นเป็นลูกบอล แล้วช่วยกันโยน  การปลูกจะดำเนินการไปเรื่อยๆ โดยไม่รีบปลูกให้ครบตามจำนวนในคราวเดียว แต่จะทำไปเรื่อยๆ ใครก็ได้มาช่วยกันปลูก ต้องการความยั่งยืนทางกายภาพและสำนึกทางธรรมชาติที่จะก่อตัวในจิตใจผู้คนทีละน้อย

ในอนาคตเมื่อป่าต้นไทร เกิดขึ้นความร่มรื่น ชุ่มชื้นจะกลับคืนมาอีกครั้ง  ฝูงสัตว์ป่าจะตามมาหลังจากต้นไทรกลายเป็นแหล่งอาหารคงจะได้เห็นลิงตัวจริง แทนที่จะเห็นแต่ "กางเกงลิง" ที่พี่ๆ เอาไปแขวนเอาไว้ในราวป่า เป็นเกมหลอกให้น้องๆที่เข้าร่วมแข่งขันแรลลี่ ใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูเท่านั้น เส้นทางวอร์คแรลลี่ วันนั้นระยะทางน่าจะอยู่ที่ 1กิโลเมตรเศษ เวลาเดินของผู้ชำนาญการเดินป่าราว 30 นาที อย่างไรก็ตามเด็กมีโอกาสได้ถูกปล่อยเข้าไปเดินเล่น ในป่าเกือบ 2 ชั่วโมงอย่างอิสระ แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น ผจญภัยเล็ก ระหว่างการไต่ขึ้นหรือโรยตัวตามเชือกในจุดสูงชันของหินผา  นับว่าหลายคนได้ซึมซับบรรยากาศของธรรมชาติ ซึ่งคงมากกว่าการเรียนรู้ตามระบบที่ไม่มีกลิ่นไอของชีวิตแท้ๆ

กลิ่นข้าวที่หุงด้วยกระบอกไม้ไผ่  ในฐานของการดำรงชีวิตในป่า ทำให้เข้าถึงชีวิตและป่ายิ่งขึ้นอีก  ขณะที่นั่งพักดื่มน้ำ รับลมพัดเย็นในจุด RC ใกล้จะสุดท้าย  ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนบางเรื่องราว

ผู้ใหญ่ใจดี คนหนึ่งจากเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมี เล่าว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวในบริเวณนี้ในอนาคต ยังมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ ในป่าแห่งนี้ยังมีสถานที่ประวัติศาสตร์ เป็นอุโมงค์ของทหารพรรคคอมมิวนิสต์ จากการสู้รบทางการเมืองในอดีต จากการสำรวจเบื้องต้นพบลักษณะที่คล้ายกับอุโมงค์ทหารป่าในแหล่งอื่น ๆ  นอกจากนั้น สถานที่หลายแห่งในอำเภอรัตภูมิยังเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของประเทศไทย คือเป็นทางเดินของนักโทษที่จะนำไปถูกจองจำที่เกาะตะรุเตา
"ผมเห็นว่าการเล่าตำนานของสถานที่  อย่างผูกโยงเป็นเรื่องน่าสนใจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ " ชาคริต โภชะเรือง จากเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจ.สงขลา มาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยนำเสนอ เขายังมองว่า การจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะเข้ามามีบทบาทแทนที่การท่องเที่ยวแบบเดิมค่อนข้างมากหลังจาก การท่องเที่ยวหลักในพื้นที่ประสบปัญหาต่างๆ  อย่างไรก็ตามถ้าจะให้ได้รับความสนใจมาก อาจจะต้องจัดเส้นทางการท่องเที่ยวในอำเภอรัตภูมิทั้งหมดให้เชื่อมโยงกันด้วย

ทุกอย่างน่าจะเชื่อมโยงกันได้หมด ชาคริตมองว่า แม้แต่เด็กที่อยู่ในลุ่มน้ำสำคัญ 4 แห่ง ในจังหวัดสงขลามาเจอกัน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ในเรื่องเดียวกัน อันนำไปสู่การขับเคลื่อนที่ใหญ่ขึ้น
ดูเหมือนว่าความเชื่อมโยงของเครือข่ายต่างๆกำลังก่อร่างอย่างเงียบๆ และมั่นคง เห็นได้จากกิจกรรมในวันนั้นมีคนทั้งในและต่างเครือข่าย มาร่วม พวกเขาได้สนทนาแลกเปลี่ยนในกิจกรรมที่ทำอยู่ และพร้อมเคลื่อนเข้ามาหากัน

Relate topics

Comment #1
คนภูเขา (Not Member)
Posted @19 มิ.ย. 50 03:09 ip : 125...254

ผมเข้าร่วมกิจกรรมวันนั้นด้วย มีจุดประทับใจที่เยาวชนต้นกล้าที่หลงทางไปป่าห้วยขี้ค้อนพวกเขาบอกว่า เขาเป็นกลุ่มที่ได้กำไรมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ เพราะมีโอกาศสำผัสป่าใหญ่จริง ๆ ตอนตามตัวพบทั้งสองกลุ่ม ขอไปทำกิจกรรมให้เหมือนกลุ่มอื่น ๆ... อีกเรื่องหนึ่ง...ในงานตลาดนักความสุขจังหวัดสงขลา กลุ่มอนุรักษ์รองเท้านารีม่วงสงขลารับว่าจะเข้าร่วมกิจกรรม จัดสวนจำลองบรรยากาศเขาแก้วครับ

Comment #2
คนภูเขา (Not Member)
Posted @2 ก.ค. 50 10:10 ip : 203...74

.......ปลูกไทรแปดต้น หรือแปดแสนต้น .... ...........มีนิทานคนบ้านเรา...อยากให้ทัศนาครับ .................

.............................ยอดพ้อที่ผูกด้ายแดง..............................

            " เสียงไอ้ไหรดังเหมือนงูเห่าวะ ไอ้พงศ์" เม็คถามน้องชายเมื่อได้ยินเสียงฟู่ ๆ จากริมห้วย"ไปพี่เม็คไปดูกันดีหวา" เช้าวันอาทิตย์ พ่อกับแม่หยุดกรีดยาง เม็คกับพงศ์สองพี่น้อนชวนกันมาขุดต้นยีรูเขาตั้งใจว่าจะเอามันไปปลูกที่หน้าขนำ เมื่อทั้งสองพี่น้องลัดเลาะไปตามสายห้วย "ยังคนพี่เม็ค" เสียงพงศ์กระซิบบอกพี่ชาย "อ้อ ตาคิ่น" เม็คบอกน้องชายของเขา "เราเข้าไปหาแกดีหวา"
    ตาคิ่นของเด็ก ๆ แกเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้าน และยังรับซื้อขี้ยางจากพวกลูกกุหลีที่ตัดยางด้วย พอแดดร่มลมตก หน้าร้านของแกจะคลาคล่ำไปด้วยพวกผู้ใหญ่ ที่ไปตั้งวงร่ำยาดอง  พอพ้นแนวบังไพร ตาคิ่นของเด็ก ๆ หันมาดูต้นเสียงที่เด็กทั้งสองเดินเข้ามาด้วยความตกใจ พอเห็นว่าเป็นเด็กทั้งสองคนเลยคลายความตกใจลง "ไอ้เม็ค ไอ้พงศ์ มึงมาทำไอ้ไหรกัน" แกร้องทักเด็กชายทั้งสอง "ผมมาหาต้นยีรู" เม็คตอบ "แล้วตาคิ่นต้มไอ้ไหรเลา เห็นน้ำเหลื่อง ๆ " ตาคิ่นของเด็ก ๆ กำลังต้มน้ำห้วน มันคือ น้ำหมักด้วยน้ำตาลโตนดเหลวที่มาจากฝั่งลุ่มน้ำเลออก หมักด้วยลูกแป้ง หรือเชื้อยีส ที่กระบวนการหมักทำให้เกิดแอลกอฮอล์  "หุ้งเหล้าแล้ ไอ้บ่าว" ตาคิ่นบอก "อ้อ!เสียงหัวแก๊สนี้เองที่พี่เม็คว่าดังเหมือนงูเห่า"  ตาคิ่น กำลังเร่งแก๊สหุงต้มเสียงดัง ฟู ๆ  ต้มน้ำห้วนน้ำแรกอยู่ น้ำแรกของเหล้าเถื่อนจะมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงที่สุด ขนาดจุดไฟติดที่เดียว กะทะใบบัวที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊ส ริมห้วยของป่าหนองแค ป่าชุมชนของหมู่บ้านข้างในมันคือส่าเหล้าที่หมักด้วยสูตรพื้นถิ่น มีฝาครอบและที่ด้านบนฝาครอบมีกระทะใบบัวที่ใส่น้ำจากลำห้วย พร้อมพวยที่รองหยาดหยดจากการควบกล้ำ ของแอกกอฮอล์ หรือเหล้าน้ำแรก มีความหมายว่า น้ำในกระทะที่ใช้ในการควบกล่ำไม่ร้อน เมื่อน้ำในกระทะด้านบนร้อนคนหุงเหล้าก็จะต้องตักน้ำนั้นทิ้ง แล้วเปลี่ยนน้ำใหม่เป็นน้ำสอง น้ำสาม ต่อไปเรื่อย คอเมรัย เขาบอกว่าเวลามากินเหล้าหน้าเตา ถ้าเป็นเหล้าน้ำแรก ให้ดื่มแล้วเดิน ด้วยเหตุว่า ถ้ายังดื่มจอกต่อไป อยู่หน้าเตาจะเมาจนลุกขึ้นไม่ไหว หลับรอกิมเต้งอยู่ข้างเตานั้นละ "ไซร่ ตาคิ่นถึงหุ้งเหล้ากับเตาแก๊ส ทั้ง ๆ ไม้ฟืนยังลุย" พงศ์ถามด้วยความสงสัย "แล้วมึง อี้ให้ตาก่อไฟฟืนรอสรรพสามิตรเหอ" ควันไฟจากริมห้วย มันเป็นสัญญาณให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตร ตามกลิ่นควันไฟไปหาคนต้มเหล้าแบบไม่รู้ตัว  เปลวไฟจากหัวแก๊สที่เร่ง จนเกิดเสียงฟู ๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อเร่งให้น้ำในกระทะเดื่อดเสียกลั่นสุราเถื่อน บางสังคมบางชุมชนมันก่อให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อที่จะต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในการทำผิดกฎหมาย ทั้งที่การทำผิดกฎหมายนั้น มันก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อนายทุนผู้ผลิตสุราโดยเสียภาษีให้รัฐ จนกระทั่งมีการตั้งรางวัลพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่จับกุมอย่างเฉียบขาด บางครั้งบาดแผลของชุมชนมันกลัดหนอง เลยเกิดพิษในทางตรงข้ามกับด้านดี "ไป ๆ ไอ้พงศ์ ไอ้เม็ค มึงอี้ไปหาต้นไม้ก็ไป ตาอี้ต้มเหล้า ออ! ถ้ามีงเห็นกิ้มเต้ง หรือคนแปลกหน้า มึงทำเสียงนกทึดทือบอกตากัน"     ป่าชุมชน คนอยู่ร่วมกันกับป่า ใครที่เคยทำประโยชน์อยู่ก่อนเก่า ก็ยังคงทำมาหากินอยู่ได้ แต่บริเวณป่าชุมชนหนองแค ส่วนหนึ่งของป่ากินเนื้อที่มากกว่า 30 ไร่ มันเป็นสวนปาล์ม ที่คนในชุมชนปลูกไว้มากกว่า 10 ปี ต่อมาได้ขายให้นายทุนนอกพื้นที่ในราคา แปดหมื่นบาท เมื่อนายทุนได้ทรัพย์สินมาโดยมีค่าใช้จ่าย การอ้างสิทธก็เกิดขี้น หน้าที่ใครที่จะควบคุมบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป่า มันเป็นหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล  ของฝ่ายปกครอง หรือของตำรวจ การอ้างสิทธ์ในการเข้าครอบครองเพื่ออ้างสิทธ์ในการใช้พื้นที่นั้น มันเริ่มต้นด้วยการสร้างอนุเสาวรีย์ โครงการประปาหมู่บ้านที่ใช้งบประมาณมากกว่าสามล้านบาท ที่มันเด่นเป็นสง่า เคียงคู่สวนปาล์ม กลางป่าชุมชน แต่ไม่สามารถเป็นถังประปาที่จ่ายน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านเพราะมันไม่มีทางเข้า ตอนแรกที่สร้างมันขึ้นมา เพื่อครอบครองพื้นที่นั้น มันเป็นฤดูแล้งที่รถบรรทุกสามารถวิ่งผ่านนาร้างเข้าไปได้ แต่มันเป็นที่ดินของชาวบ้าน ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามในการหาเสียงสมาชิก อ.บ.ต. รอบที่ผ่านมา เลยเกิดการหักหน้ากันขึ้นมาเจ้าของที่ดินไม่ยอมบริจาคที่ดินสร้างถนนเข้าโครงการณ์ประปา ต้องเจรจาต่อรองเพื่อซื้อที่ดินก็ยังไม่ยอมขายให้ มันเลยเกิดอนัเสาวรีย์ คู่ป่าชุมชน มาจนถึงวันนี้
    ส่วนอีกมุมหนึ่งของป่าชุมชน มันเป็นกลุ่มอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว โรงปุ๋ยชุมชน ความเจริญค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาสู่ป่าชุมชนของเราแล้วต่อไปนี้ เราสามารถทำให้ป่าของเราเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่  มีการขยายแนวเขตไฟฟ้า เพื่อใช้ในการอัดเม็ด ผสมปุ๋ย ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดทำข้อมูล แบบรายงานและทำบัญชีค่าใช้จ่าย โรงปุ๋ยชุมชนของเรามีการจดลิขสิทธด้วย ผู้ใดจะเอาสูตรปุ๋ยของเราไปใช้โดยพละการผิดกฎหมายนะ เราสามารถฟ้องร้องได้ นี้คือความทันสมัยของเรา ที่เกิดขึ้นในป่าชุมชน
    ...............ชายขอบป่าชุมชน ลุงชิดแกบอกว่าแกนั่งมองนารั้งอยุ่สามปี รอบ ๆ นาของแกเกิดเป็นสวนยางพาราที่ยกร่องด้วยรถไถ ที่ดินของลุงชิดมีเพียงสามไร่กับสองงาน มันไม่คุ้มค่าที่จะทำสวนยาง แกนั่งมองว่าที่นาร้างเริ่มมีหญ้างอกขึ้นมา เมื่อหญ้างอกได้ ต้นไม้ก็ต้องงอกงามได้เหมือนกัน รูปแบบทฤษฎีไร่นาสวนผสมของในหลวง กับแนวทางปฏิบัติ แบบพออยู่พอกิน เป็นแรงบรรดาลใจให้ลุงชิดลงแรงลงใจสร้างสวนไร่นาขึ้น เริ่มจากน้ำ แหล่งน้ำที่จะก่อให้เกิดชีวิตตามมาอีกมากมาย ลุงชิดชอบการอ่านกับลงมือทำแบบลองผิดลองถูก เมื่อมีกลุ่มคนเข้ามาดูงานแกจะบอกว่าในสวนสามไร่สองงานของแก แกตอบได้ทั้งหมดเพราะว่าลุงทำมันด้วยสองมือ ทั้งเม็คและพงศ์ ชอบเข้าไปในสวนของลุงชิด เมื่อก่อนด้วยความคะนองของวัย เด็ก ๆ ชอบเข้ามาใช้ปางนูยิงนกตามต้นขบที่ลุงชิดแกปลูกไว้ที่ขอบสระ "พวกมึงเข้ามายิงนกด้วยความสนุกนะ รู้หม้าย นกมันมีประโยชน์มาก มันช่วยกินหนอนกินแมงที่เข้ามารบกวนพืชผักที่เราปลูกไว้"ลุงชิดอธิบายให้เด็กทั้งสองฟัง " นอกจากนี้ มันยังช่วยปลูกป่าให้เราอีกด้วย มันกินเม็ดพืชเข้าไปเมื่อมันย่อยออกมาเป็นขี้นก เมล็ดที่มันกินเข้าไปก็จะงอกในป่าบ้านเราเป็นการเพิ่มต้นไม้โดยที่เราไม่ต้องปลูก"
    ลุงชิดเป็นกำลังสำคัญของชุมชนในการปลูกป่าชุมชน ป่าหนองแค แกเล่าให้เด็ก ๆ ฟังว่าเมื่อก่อนป่าแห่งนี้ชุกชุมไปด้วยไก่ป่า ชะมด สัตว์เลื้อยคลานพวกตะกวดที่คนใต้เรียกว่าแลน พืชพันธ์ที่กินได้ก็มากมายทั้งหน่อไม้ไผ่ป่า ยอดไม้ เห็ดโคน เห็ดนมหมู จนคนทั้งหมู่บ้านกินกันไม่หมดไม่สิ้น แต่ตอนนี้พื้นดินที่เป็นผืนป่ายังอยู่ แต่มันมีโรงปุ๋ยชุมชน อนุเสาวรีย์ประปาหมู่บ้าน และสวนปาล์มประกอบเข้ามาเป็นป่ากึ่งชุมชนเสียแล้ว ยอดพ้อที่ไว้ทำต้มเดือนสิบที่เป็นประเพณีคู่คนปักษ์ใต้บ้านเรายังหาไม่พอทำต้มเสียแล้วทั้งที่ป่าหนองแค เป็นแหล่งหาใบพ้อทำต้มเดือนสิบของหมู่บ้านเรา รวมทั้งคนหมู่บ้านใกล้เคียง "ไอ้เม็ค ไอ้พงศ์ หมูสู มาช่วยลุงเพาะเม็ดพ้อเอาไปปลูกที่ป่าหนองแค กันดีหม้าย" ลุงชิดชวนเด็กทั้งสอง พงศ์ว่า"อย่างนั้นพงศ์ชวนพี่เหมียว กับน้อนดาวมาช่วยลุงชิดกันนะ" เหมียวกับดาวคือเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่พวกเขาวิ่งเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ " เฮ้ย! ยังไม่ต้องชวน ค่อยชวนมันมาตอนใส่ถุงเพาะชำแล้วกัน ตอนนี้เราต้องเพาะเม็ดพ้อให้มันงอกเสียก่อน" พงศ์และเม็ค อาสาลุงชิดว่าเขาจะไปเก็บเมล็ดต้นกระพ้อมาให้ "ไปลุงไปกัน จะได้ช่วยกันหาให้มาก ๆ "
    ขั้นตอนการเพาะเมล็ดกระพ้อของลุงชิด กับการถ่ายทอดความรู้ให้เด็ก ๆ เป็นความรู้แปลกใหม่ที่ไม่มีที่โรงเรียน เริ่มต้นด้วยการเอาเมล็ดกระพ้อ มาแช่น้ำไว้ 2 คืน จากนั้น ล้างทำความสะอาดเปลือกนอกของเมล็ดออกให้หมด แล้วเอาไปผึ่งลมให้แห้งประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้น ลุงชิดจึงหาถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ใส่ขุ๋ยมะพร้าวแล้วเอาเมล็ดกระพ้อโรยลงไป กลบด้วยขุ๋ยมะพร้าว ทำเป็นชั้น ๆ ไป แล้วเอาน้ำยากันเชื้อราผสมน้ำรดพอชุ่ม แล้วเอาไปตั้งไว้ใต้มุ้งเขียวที่อยู่กลางแดดเพื่อให้ได้รับความร้อน "เขาเรียกว่าการเพาะร้อน " ลุงชิดบอกเด็ก ๆ "โดยธรรมชาติแล้วเม็ดพ้อจะพักตัวประมาณ 6 เดือนแล้วถึงจะงอก แต่วิธีนี้ลุงทำแล้วมันใช้เวลาเดือนครึ่งก็งอกแล้ว " เด็ก ๆ ช่วยลุงชิดเพาะเมล็ดกระพ้อได้สี่ถุงใหญ่ เม็คว่า" ลุงผมว่าเราคงได้ต้นกล้าประมาณ 800 ต้น เราปลูกกันให้เต็มป่าหนองแคแน่ ๆ " ลุงชิดบอกว่าอย่าหวังมาก บางครั้งต้นไม้ที่เราปลูกมันไม่สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งหมด เราต้องปลูก ต้องทำไปเรื่อย ๆ "เอา ๆ ลุงหลานพวกนั้น มากินน้ำ กินหนมกันวันนี้ป้าทำหนมลูกโหนดนึ่งสุกพอดี" เสียงป้าสาวภรรยาคู่สุขของลุงชิดส่งเสียงมาจากในครัว แกยกน้ำกับขนมลูกตาลมาเลี้ยงเด็ก ๆ "ตาชิดแกหัดเด็กทำไอ้ไหรเล่าเห็นยุ่งกันสองสามวันแล้ว"  "อ้อ! เพาะเม็ดพ้อนะ ว่าจะไปปลูกที่ป่าหนองแค"  "ปล้ำแต่ปลูกป่าหนองแค เดี๋ยวไอ้พวกสวนปาล์ม พวกโรงปุ๋ย กับ อ.บ.ต. มันอี้โกรธเอา"  ป้าสาวเตือนด้วยความเป็นห่วง " พี่ว่าไปปลูกในส่วนที่ประชาคมหมู่บ้าน ร่วมกันกำหนดว่าไม่ให้ใครทำไหร นอกจากเป็นป่าชุมชนจริง ๆ พวกสวนปาล์ม กับโรงปุ๋ยพี่ไม่เข้าไปยุ่งกับมันหรอก" ป้าสาวว่า "เอาเด็ก ๆ กินหนมกินน้ำแล้วกลับบ้านกันได้แล้ว เดี๋ยวแม่พวกสูอี้ตาม"  "ไอ้เม็ค ไอ้พงศ์ พอเม็ดพ้องอกแล้วเราค่อยมาใส่ถุงกันนะ" เด็ก ทั้งสองรับปากว่าจะพาเพื่อน ๆ มาช่วยกันใส่ถุงด้วย
    สี่ปี ป่าชุมชนที่ยังมีหน่วยงานของรัฐ และการมีส่วนรวมของกลุ่มต่าง ๆ แวะเวียนเข้ามาหาความรู้ บ้างก็สนับสนุนต้นกล้าไม้ โดยผ่านลุงชิด กับคนในหมู่บ้านบางส่วนช่วยกันดูแลรักษา การรวมกลุ่มของชาวบ้านในการคัดค้านกรณีที่ อ.บ.ต.ต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นที่กลบฝังขยะของตำบล  เม็ค ไปเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เป็นเดือดเป็นแค้นในแนวทางพัฒนาแบบแปลก ๆ ของนักการเมืองท้องถิ่น พอช่วงปิดภาคเรียนเมื่อมีโอกาศกลับบ้าน กลับไปเยี่ยมลุงชิด ข้อคิดของลุงชิดที่บอกว่าการต่อสู้รักษาป่าหนองแค ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความเด็ดขาดรุนแรง การรวมกลุ่มของคนในหมู่บ้านที่รักความถูกต้อง ยังมีอยู่ทั้งหัวหงอกหัวดำ ป่าหนองแค จะยั่งยืนถีงชั่วลูกชั่วหลานก็แล้วกัน

    ....จดหมายฉบับนี้ พงศ์เขียนถึงพี่เม็ค ในวิชาการเขียนสื่อความหมาย ของเด็กนักเรียนชั้นมัธยม ครูให้หัวข้อว่า " คน น้ำ ป่า วิถีชุมชน" นี้คือจดหมายตัวอย่าง ที่ครูบอกว่ามันไม่ถูกรูปแบบทั้งหมดแต่แนวคิดในการถ่ายทอดสามารถเข้ากับหัวข้อที่กำหนดได้ดี...........................................................................

พี่เม็คที่เคารพ
                                                                                                                  20 มิถุนายน 2550     ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้พี่ทราบ พี่คงจำได้นะครับตอนที่เราไปช่วยลุงชิดปลูกป่าหนองแค ที่เราช่วยกันเพาะเมล็ดต้นกระพ้อ ได้ถึง750ต้น เมื่อพี่เม็คไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ นั้น มีองค์กร การมีส่วนรวมภาคประชาชน เข้ามาสานต่อการปลูกป่าชุมชนของลุงชิด กิจกรรมที่เขามาปลูกป่าทุกครั้งผมไม่เคยขาด เขามาร่วมต่อต้านเรื่องที่นักการเมืองท้องถิ่นบ้านเราจะเอาป่าชุมชนของเราเป็นที่ทิ้งขยะของตำบล จนกระทั้ง พวกนั้นไม่สามารถสร้างบ่อขยะให้บ้านเราได้
    แต่เรื่องที่เกิดขึ้นตอนงานทำบุญเดือนสิบ ปีนี้ที่ผมอยากเล่าให้พี่เม็ครับรู้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับต้นกระพ้อ ที่พี่เม็ค กับผมมีส่วนร่วมทำให้เกิดป่ากระพ้อของบ้านเรา ตอนที่เราเด็ก ๆ ลุงชิดบอกว่าเราจะตัดยอดใบกระพ้อ สองยอด แล้วเว้นไว้หนึ่งยอดเพื่อที่จะให้ป่ากระพ้อของเรายั่งยืน เป็นการใช้ทรัพยากรจากป่าชุมชนแบบพึ่งพา เดือนสิบปีนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว เรามีคณะกรรมการป่าชุมชนของหมู่บ้าน เขาร่วมกันประชุมกำหนดเรื่องตัดยอดกระพ้อมาทำข้าวต้มใบกระพ้อเพื่อที่จะใช้ทำบุญ โดยการรวมกลุ่ม มาทำข้าวต้มใบกระพ้อที่ศาลาต้นเลียบกลางหมู่บ้านพวกผู้ใหญ่เขาเอาข้าวเหนียวมารวมกันจากนั้นก็ผัดข้าวเหนียวด้วยกระทะใบบัวขนาดใหญ่ ที่ผมจะเล่าให้พี่เม็คทราบก็คือ พวกผู้ชายที่ไปตัดใบกระพ้อกับลุงชิด เขาเอาด้ายสีแดงไปด้วย ถ้ากระพ้อกอไหน มี 3 ยอด ก็จะตัดเพียง 2 ยอด ผูกด้ายแดงเว้นไปหนึ่งยอด เขาไม่ตัดทุกยอดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา วิธีการนี้เราจะใช้กับการหาหน่อไม้ไผ่ป่าด้วยเพื่อที่จะได้มีความอุดมสมบูรณ์ อย่างยั่งยืน     ก่อนจะจบจดหมายฉบับนี้ ผมมีข่าวดีที่จะบอกพี่เม็คอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนายทุนเข้ามาซื้อที่ดินในหมู่บ้านของเรา เพื่อที่จะสร้างโรงงานประกอบเฟอนิเจอร์จากไม้ยางพารา คณะกรรมการป่าชุมชนทำหนังสือไปถึงโรงงานขอทราบแบบกำจัดฝุ่นละอองที่เกิดจากโรงงาน เขาไม่มีให้ คณะกรรมการเลยทำหนังสือถึงกรมควบคุมมลพิษให้ระงับการก่อสร้างไว้ก่อนจนกว่าจะมีการควบคุมฝุ่นละอองตามที่กฎหมายกำหนด ชุมชนของเราเข้มแข็งขึ้นมากเลย
              สุดท้ายนี้ ผมอยากให้พี่เม็ค เรียนจบเร็ว ๆ เพื่อที่พี่จะได้กลับมาช่วยกันดูแลรักษาบ้านเราให้สมกับที่พ่อแม่และลุงชิดหวังไว้
                                                                                              รัก และ เคารพ
                                                                                                พงศ์ษา

...................................................................................................................................................................         คนภูเขา
                        03.24 /25/6/2550 แปลไทยเป็นไทย .....ต้นยีรู .....................ต้นจั่ง เขาใต้  เป็นต้นไม้ตระกูลปาล์ม ....กิ้มเต้ง......................เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ....ต้มใบพ้อ..................ข้าวต้มที่ห่อด้วยใบกระพ้อ ประเพณีภาคใต้ ใช้ทำบุญวันสาทเดือนสิบ งานออกพรรษา หรืองานอุปสมบท ....ยังลุย .......................มีเป็นจำนวนมาก ....นกทึดทือ................นกเค้าแมว ....หมูสู........................พวกเธอ (มึง) ...ปางนู........................หนังสติ๊ก

Comment #3
phumee_networking (Not Member)
Posted @22 ก.ค. 50 22:54 ip : 124...248
Photo :  , 640x480 pixel 15,096 bytes

ด้วยเครือข่ายศึกษา อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมี ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ ภาคีสมาชิกกลุ่มและองค์กรภาคประชาชน หน่วยงานราชการในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองภูมี อันประกอบไปด้วย อ.รัตภูมิ อ.ควนเนียง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้ดำเนินกิจกรรมสำรวจ ศึกษาข้อมูลสภาพป่าต้นน้ำเทือกเขาแก้ว จุดกำเนิดป่าต้นน้ำลุ่มน้ำภูมี ตลอดถึงพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต และสภาพปัญหาในลุ่มน้ำภูมีอย่างรอบด้าน นำไปสู่แนวทางในการฟื้นฟู พัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สร้างเสริมจิตสำนึกอนุรักษ์ให้กับชุมชน ในการดูแลหวงแหนและปกป้องผืนป่าต้นน้ำฯ บนฐานวิถีชีวิตชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง ที่เราจะเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท และนำสู่การปฎิบัติร่วมกันอย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งความอยู่เย็นเป็นสุขและฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับลุ่มน้ำภูมีในลำดับต่อไป


ขอเชิญชาวสงขลาและผู้รักษ์ป่ารักษ์สิ่งแวดล้อม ร่วมกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม "ภูมีรวมใจปลูกไทร 100,080 ต้น ...ถวายพ่อฯ" ในโครงการภูมียาตรารักษ์ป่ารักษ์น้ำ ครั้งที่ 2 วันที่ 30 กันยายน 2550 เวลา 9.30 - 14.00 น. ณ น้ำตกโตนหมากลิ้ง ป่าต้นน้ำเทือกเขาแก้ว (เทือกเขาบรรทัด) ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

เครือข่ายศึกษา อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมี โทร. 074-430-304, 086-969-9908

แวะเยี่ยมเยียนชาวรัตภูมิได้ที่ : http://www.rattaphumcity.com นะครับ หรือ เว็บบอร์ดของเครือข่ายศึกษาฯ :  http://www.rattaphumcity.com/index.php?option=com_mamboboard&Itemid=27&func=showcat&catid=17

Comment #4
คนบ้านเดียวกัน (Not Member)
Posted @27 พ.ย. 50 18:57 ip : 61...220

บอกได้คำเดียวว่าสุดยอด

Comment #5
บ้านผม (Not Member)
Posted @13 มี.ค. 51 12:55 ip : 61...66

lสุดยอดเลยบ้านผม

Comment #6
ทะเลทราย (Not Member)
Posted @2 พ.ค. 55 13:53 ip : 49...235

บ้านเค้า

Comment #7
ทะเลทราย (Not Member)
Posted @2 พ.ค. 55 13:54 ip : 49...235

บ้านเรา

Comment #8
คนรัตภูมิ (Not Member)
Posted @29 ม.ค. 56 11:44 ip : 101...84

ไม่เคยลืมเลือน เขาคูหา เขาจังโหลน น้ำตกโตน น้ำตกบริพัตร ช่วยกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำไว้ (เขาแก้ว)  ให้ชั่วลูกหลาน คนไกลบ้านอย่างฉาน  คิดถึง

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว