รองเง็งบิคบ้านหนองบัว ออกกำลังกายแบบสตรีมุสลิม
อาจกล่าวว่าความกระตือรือร้นด้านส่งเสริมสุขภาพของสินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ท่าข้าม ทำให้เกิด กลุ่มรองเง็งบิคบ้านหนองบัว เมื่อถามถึงที่มาสมาชิกจึงเล่าตรงกันว่าจู่ๆวันหนึ่งมีหนังสือจาก อบต. ให้ดำเนินการเรื่องนี้
บ้านหนองบัว หมู่ 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นหมู่บ้านเดียวของตำบลท่าข้ามที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่ส่วนมาก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอีกหย่อมบ้านยังมีชาวพุทธ
แซวกันเล่นๆว่าดารุณี บิลแอประธานกลุ่มรองเง็งบิคบ้านหนองบัว มีส่วนสำคัญที่ดึงโครงการนี้ลงมาได้เพราะเธอเป็นเจ้าของร้านน้ำชาใกล้ สำนักงาน อบต. ท่าข้ามย่อมใกล้ชิดสนิทสนมกับอบต. แต่เบื้องหลังกว่านั้นพบว่า สุรินทร์ บิลแอ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 เป็นผู้เสนอเรื่องนี้เพราะเห็นว่าลูกบ้านไม่ค่อยมีโอกาสออกกำลังกายกัน นับว่าเป็นโชคที่ผู้นำระดับท้องถิ่นเห็นความสำคัญและพร้อมสนับสนุน
แม้จะนัดออกกำลังกายด้วยรองเง็งบิคกันทุกห้าโมงเย็นเป็นประจำแต่บ่ายโมงวันนั้นดารุณีนัดสมาชิก 12 คนมาพร้อมกันที่บ้านของเธอ เพื่อเล่ากิจกรรมของกลุ่มให้พวกเราฟัง
บ้านปูนชั้นเดียว ในห้องโล่งที่ใช้รับแขก ติดพัดลมเพดานคลายร้อน เมื่อเห็นเครื่องเสียงและทุกคนที่แต่งชุดวอร์มพอนึกภาพต่อไปว่าเพียงกดปุ่มเปิดเพลงรองเง็ง ทุกคนพร้อมแสดง

ดารุณีเล่าตั้งแต่ต้นว่า อบต.ท่าข้ามจัดวิทยากรจากจังหวัดสตูลชื่อว่า “ครูหน๊ะ” มาสอนรองเง็งบิคให้สมาชิกระดับนำของกลุ่มอันประกอบด้วยเธอเอง แล้วยังมี ปารีตาร์ หลับจันทร์ กันตา หลับจันทร์ พิทยา จันสุกแก้ว และกัญญา เปลี่ยนพงศ์ ครูหน๊ะ เดินทางจากสตูลมาสอนช่วงเสาร์-อาทิตย์ อยู่ 6 วันๆละ 3 ชั่วโมง สอนแบบเปิดเพลง แล้วหัดเต้นจริงตามครู
“ครูสอนไม่เท่าไรหรอกพวกเราเก่ง จึงเต้นกันได้เอง”สมาชิกคนหนึ่งว่า เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อน
“พอเราเต้นเป็นได้โชว์ในงานวัฒนธรรมของท่าข้าม ” สมาชิกคนเดิมเล่าต่อ การได้แสดงออกถึงความสามารถ ถือว่าเป็นความคาดหวังอย่างสูงของกลุ่ม
สำหรับงานวัฒนธรรมที่ว่าอยู่ในประเพณีชักพระ สะท้อนความผูกพันเหนียวแน่นระหว่างพุทธ –มุสลิมถิ่นนี้
ปัญหาเกี่ยวกับการประสานงาน ที่เรียกใช้ครูจากต่างจังหวัดทำให้การเรียนรู้ทำได้ไม่เต็มที่ สมาชิกคนหนึ่งบอกว่า ตอนหลังเมื่อติดขัดเรื่องท่าเต้นมีวิธีเดียวในการแก้ปัญหา คือโทรศัพท์ไปถาม ค่อนข้างยุ่งยากเพราะอธิบายด้วยคำพูดมองไม่เห็นตัว หรือท่าทาง ทำให้มองเห็นว่าโอกาสในการใช้วิทยากรในท้องถิ่นน่าจะสะดวกกว่า บทเรียนนี้จะเป็นโอกาสในการพัฒนากลุ่มต่อไป พวกเขาหวังว่าจะได้เรียนรู้ท่าเต้นใหม่เพิ่มเติม หรือทำกิจกรรมอื่นต่อ
รองเง็งเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ของพี่น้องมุสลิมในภาคใต้ ที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่สำหรับชาวหนองบัว พวกเขายอมรับว่าไม่ปรากฏอยู่ในชุมชนมานาน ไม่เคยเห็น ไม่เคยดู เมื่อสืบถามคนเฒ่าคนแก่ เล่าว่านานมาแล้วเคยมีการแสดงแบบนี้หลังเกี่ยวข้าว
ดารุณีเห็นว่า การแสดงชนิดนี้น่าจะแพร่หลายทางสตูล หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอเองกับสมาชิกก็ไม่เคยสัมผัสกับตัวเองมาก่อน มาเรียนรองเง็งบิคที่ประยุกต์เพื่อออกกำลังกายแล้ว โดยไม่รู้ว่าท่วงท่าร่ายรำรองเง็งแท้ๆ เป็นอย่างไรแน่
ตำบลท่าข้ามมีการจัดการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอยู่แล้ว เวทีใหญ่อยู่หน้าวัดหินเกลี้ยง สตรีมุสลิมบางคนเคยไปร่วมออกกำลังกายกับกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธ ดูแล้วไม่เหมาะ เพราะอิสลามมีข้อห้ามโดยเฉพาะสตรีที่ต้องแต่งกายมิดชิด และอยู่ในสถานที่อันสมควร ประเด็นดังกล่าวถูกติติงมาจากผู้นำศาสนา เมื่อไปร่วมออกกำลังกายกลางแจ้ง

“ผู้หญิงก็อยากออกกำลังกาย เราพยายามหาทางออกเรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร” สมาชิกคนหนึ่งให้ความเห็น
ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพกรีดยาง การที่ต้องก้มๆ เงยๆ อยู่ท่าเดียวเป็นเวลานาน โรคประจำตัวเป็นกันมากคืออาหารปวดเมื่อย ส่วนมากปล่อยให้เป็น ไม่มีวิธีแก้ ยกเว้นถ้าเป็นหนักมากไปซื้อยาหรือหาหมอ มองว่าการออกกำลังกายอาจช่วยได้ แต่ยังไม่ได้ทำ ทั้งที่โอกาสออกกำลังกายเต็มที่ในช่วงเย็นว่างจากงาน
การเต้นรองเง็งบิคจึงสอดคล้องกับวัฒนธรรมมุสลิม หลังจากผู้นำกลุ่มฯ เรียนรู้ท่าการเต้นมาจากวิทยากรแล้ว จึงมีการรวมตัวของเพื่อนบ้านญาติมิตรชาวหนองบัวมาเป็นกลุ่มรองเง็งบิคหนองบัว คนที่ได้เรียนเริ่มต้นชักชวนผู้สนใจมาพบกันทุกวันเพื่อซักซ้อม จนทำได้ทุกคน
“สมาชิกแน่นอน 12 คนแต่เวลาที่เต้นทั่วไป จะมีคนสนใจมาร่วมอีก ชาวบ้านทั่วไปที่รู้ข่าวก็มากัน ไม่ว่าคนเฒ่า คนแก่ เด็กเห็นแม่เต้นอยากเต้นด้วย บางคนมาดูเฉยๆ เพราะชอบ ” ดารุณีเล่า แม้ว่าจะเต้นเป็นกันแล้ว แต่พบกันทุกวันเพื่อเต้นด้วยกันทำแบบรวมหมู่ย่อมกระตุ้นให้ทำได้ดีกว่า ต่อเนื่องกว่า เต้นอยู่คนเดียวกับบ้าน
ทุกวันนี้สมาชิกนัดกันทุกห้าโมงเย็นที่บ้านของกัญญา เปลี่ยนพงศ์ เลือกบ้านหลังนี้ เพราะเป็นอยู่ห่างออกไป ไม่ได้ตั้งอยู่กลางชุมชน ไม่ส่งเสียงรบกวนใคร เพราะถึงอย่างไรสำหรับมุสลิมแล้วเสียงเพลง และดนตรี ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องระมัดระวังไม่ให้ขัดหลักศาสนา
จากความสนใจ ของคนทั่วไปทำให้บ้านกัญญาดูคับแคบไปถนัดตา กำลังปรับพื้นที่ขยับขยายให้เพียงพอกับความต้องการ
“บายตัวขึ้นแหละ” สมาชิกคนหนึ่ง กล่าวถึงผลที่ได้รับว่า รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว อย่างเห็นได้ชัด การเต้นรองเง็งบิคได้ออกกำลังกายทุกส่วน ทั้งยังขยายความต่อว่าเกิดความสบายใจ ผ่อนคลาย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงประกอบการเต้น
“มันไม่เหมือนการกรีดยาง นั่นออกแรงเหมือนกันแต่ว่า มันทำอยู่ท่าเดียวซ้ำๆ” มีคนเสนอความเห็นเพิ่ม เอาสองมือจับกันทำท่าชูขึ้นแล้วลากลง สาธิตท่ากรีดยาง
นอกจากผลทางกาย พวกเขาเห็นว่ากิจกรรมนี้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีของกลุ่ม แม้ว่าปกติจะสนิทสนมกลมเกลียวนับญาติกันได้หมด แต่การได้พบปะพูดคุยอยู่ตลอด ยิ่งทำให้เข้มแข็ง
“เดี๋ยวนี้มีงานทำด้วยกันตลอดแทบไม่มีเวลาว่าง” ดารุณีว่า นอกจากมาพบกันเต้นรองเง็งบิค พวกเธอรวมกลุ่มทำน้ำยาล้างจาน และทำพรมเช็ดเท้า ที่ อบต.ท่าข้ามเข้ามาส่งเสริมอีกทางหนึ่ง ไม่เฉพาะแม่บ้านเท่านั้นสามารถขยายวงดึงครอบครัวแต่ละคนเข้ามาร่วมอีก
แม้ กลุ่มรองแง็งบิคบ้านหนองบัวมีสมาชิกเป็นสตรี เมื่อถามว่าเป็นข้อห้ามสำหรับผู้ชายหรือไม่ สมาชิกคนหนึ่งบอกว่าไม่จำกัด เพียงแต่ผู้ชายยังไม่มีใครมาขอเต้นด้วย
ระยะเริ่มต้นของความสำเร็จกลุ่มคิดต่อไปว่าสามารถต่อยอด โดยการเผยแพร่ความรู้ มีเป้าหมายเด็กนักเรียนโรงเรียนหินเกลี้ยง ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ใกล้ชุมชน หรือถ้าสามารถปรับพื้นที่สำหรับการเต้นสำเร็จ ก็จะรองรับคนกลุ่มใหม่ๆ มาร่วมได้เลย
หลังจากนั่งสนทนากันพอสมควรกลุ่มรองแง็งบิคบ้านหนองบัวก็ได้เวลาโชว์ นอกจากแต่งกายสีเดียวกัน สมาชิกใช้ผ้าบาติกสีขาวลายดอกไม้แบบเดียวกันโพกศีรษะ แสดงความเป็นกลุ่ม
ซีดีเพลงรองแง็งบิคความยาวประมาณครึ่งชั่วโมง ที่ครูหน๊ะฝากไว้ เริ่มบรรเลงเพลงสไตล์พื้นถิ่นคาบสมทุรมลายูอันคุ้นหู ไวโอลิน กลอง นำ จากจังหวะช้าๆ เพื่อยืดเส้นยืดสาย วอร์มร่างกายให้อบอุ่น แล้วค่อยเร่งจังหวะขึ้น จากเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่ง ที่นำมามิกซ์ต่อกันแบบใช้เต้นแอโรบิค เพียงแต่ทำนอง และท่าเต้นรอแง็งอันเป็นเฉพาะ
อาจนับว่ารองแง็งบิคผสมผสานการแสดงพื้นบ้านและการออกกำลังกายได้ลงตัว สามารถออกกำลังกายทุกส่วน ได้เหงื่อ ได้ความสนุกสนานผ่อนคลาย สอดคล้องกับวัฒนธรรม
สมาชิกรอแง็งบิคหนองบัวยังได้ออกแบบท่ากรีดยางเป็นท่าประจำกลุ่ม เมื่อดนตรีมาถึงจังหวะนั้นทุกคนได้ ทำท่าที่ถนัด หัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนดนตรีจะลดจังหวะช้าอีกครั้งลงไปจนจบ ด้วยท่าไหว้ผู้ชม อดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า นี่คือการออกกำลังกายโดยศิลปะการแสดงพื้นบ้าน หรือการแสดงศิลปะการแสดงพื้นบ้านแบบออกกำลังกาย และหากลงตัวแล้วย่อมสลายความคิดนี้ไป ไม่มีทั้ง 2 ประการ แต่คือสุขภาวะ
ระหว่างนั้นพวกเขาไม่ทันมองว่าผู้สนใจในหมู่บ้านมุงดู หลายคนอาจกำลังขอตามไปเป็นสมาชิกกลุ่ม .
Relate topics
- เปิดฝายคลองแห บทบาทร่วมจัดการสิ่งแวดล้อมแบบ “พี่ใหญ่-น้องเล็ก”
- สัจจธรรมก้าวสู่สงขลาพอเพียง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ยั่งยืน ด้วยสัญญาใจ
- สมัชชาออนแอร์ พื้นที่ความคิดทะลุความจริง
- การจัดการข้อมูลข่าวสาร ประโยชน์อันตกแก่ผู้มีส่วนร่วม
- ละครเวที4+1 จากตำนานชุมชน โยงยุคปัญหาใหม่
- ขอเชิญร่วมงานตลาดนัดสร้างสุขคนสงขลา และสานรักครอบครัวครั้งที่ 3
- มะโย่ง วัฒนธรรมนำสันติสุข
- ชิงโค-ชงโค ป่าชุมชนเปิดประวัติท้องถิ่น
- กระแสขานรับอาหารปลอดภัย รัศมีกระเพื่อมสวนวิกฤติสุขภาพ
- ผู้สูงอายุแข็งแรง พาชุมชนเข้มแข็ง

