สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

มารู้จักกับโรคออติสติก โรคออทิซึม (Autism)

by wanna @13 ต.ค. 49 14:08 ( IP : 58...11 ) | Tags : สาระน่ารู้

โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์

ความหมาย โรคออทิซึม เป็นกลุ่มอาการที่มีพัฒนาการล่าช้าและผิดปกติ ทางด้าน 1. พัฒนาการด้านสังคม 2. พัฒนาการด้านการสื่อความหมายและภาษา 3. มีการกระทำและความสนใจซ้ำๆ

ระบาดวิทยา

โรคออทิซึม พบได้ 4-5 : 10,000 ตามเกณฑ์การวินิจฉัย DSM IV และ 21 : 10,000 ตามการวินิจฉัยแบบ Autistic Spectrum

พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 4 เท่า (ในไทยพบเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 3.3 เท่า ) โดยในเด็กหญิงมักมีความรุนแรงมากกว่าเด็กชาย

มีโอกาสเกิดโรคในพี่น้องของเด็กออทิสติกร้อยละ 3-7

พบในทุกเชื้อชาติ และเศรษฐานะ

เกณฑ์การวินิจฉัย เกณฑ์การวินิจฉัยตาม DSM IV มีดังนี้ A. เข้าเกณฑ์ต่อไปนี้ 6 ข้อ หรือมากกว่า จากหัวข้อ (1) (2) และ (3) อย่างน้อยต้องมี 2 ข้อจากหัวข้อ (1) และจากหัวข้อ (2) และ (3) อีกหัวข้อละ 1 ข้อ

(1) มีคุณลักษณะในการเข้าสังคมที่ผิดปกติ แสดงออกอย่างน้อย 2 ข้อต่อไปนี้ (a) บกพร่องอย่างชัดเจนในการใช้ท่าทางหลายอย่าง เช่น การสบตา การแสดงสีหน้า กิริยา หรือท่าทางประกอบการเข้าสังคม (b) ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนในระดับที่เหมาะสมกับอายุ (c) ไม่แสดงความอยากเข้าร่วมสนุก ร่วมทำสิ่งที่สนใจ หรือร่วมงานให้เกิดความสำเร็จกับ คนอื่น ๆ ( เช่น ไม่แสดงออก ไม่เสนอความเห็น หรือไม่ชี้ว่าตนสนใจอะไร) (d) ไม่มีอารมณ์หรือสัมพันธภาพตอบสนองกับสังคม

(2) มีคุณลักษณะในการสื่อสารผิดปกติ แสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้ (a) พัฒนาการในการพูดช้าหรือไม่มีเลย (ไม่มีการแสดงว่าอยากใช้การสื่อสารวิธีอื่นมาทดแทน เช่น แสดงท่าทาง) (b) ในรายที่พูดได้ ก็ไม่สามารถเริ่มพูดหรือสนทนาต่อเนื่องกับคนอื่นได้ (c) ใช้คำพูดซ้ำหรือใช้ภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ (d) ไม่มีการเล่นสมมติที่หลากหลาย คิดเองตามจินตนาการ หรือเล่นเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ตามสมควรกับพัฒนาการ

(3) มีแบบแผนพฤติกรรม ความสนใจ หรือกิจกรรมที่จำกัด ใช้ซ้ำ ๆ และลักษณะเป็นเช่นเดิมแสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้ (a) หมกมุ่นกับพฤติกรรมซ้ำ ๆ (stereotyped) ตั้งแต่ 1 อย่างขึ้นไป และมีความสนใจในสิ่งต่าง ๆ จำกัด ซึ่งเป็นภาวะที่ผิดปกติทั้งในแง่ของความรุนแรงหรือสิ่งที่สนใจ (b) ติดกับกิจวัตรหรือย้ำทำกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์โดยไม่ยืดหยุ่น (c) ทำกริยาซ้ำ ๆ (mannerism) (เช่น เล่น สะบัดมือ หมุน โยกตัว) (d) สนใจหมกมุ่นกับเพียงบางส่วนของวัตถุ

B. มีความช้าหรือผิดปกติในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้ ก่อนอายุ 3 ปี (1) ปฏิสัมพันธ์กับสังคม (2) ภาษาที่ใช้สื่อสารกับสังคม หรือ (3) เล่นสมมติหรือเล่นตามจินตนาการ

C. ความผิดปกติไม่เข้าได้กับ Rett's Disorder หรือ Childhood Disintegrative Disorder

อาการและอาการแสดง

เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันทั้งลักษณะอาการและอาการแสดง ระดับความรุนแรงของอาการจะเปลี่ยนไปตามอายุของเด็ก โดยจะมีพัฒนาการผิดปกติและล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ดังนี้ ในขวบปีแรก มักเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยร้อง แต่ในบางรายอาจมีปัญหาการกิน ดูดนมไม่ดี กลืนไม่เป็น มีปัญหาการนอน นอนช่วงสั้น ๆ ตื่นบ่อย ร้องไม่มีเหตุผลหรือเงียบเฉยเกินไป ไม่ติดใครเลยหรือติดมากผิดปกติ ไม่ชอบให้ถูกตัว ไม่ค่อยสบตา หรือจ้องอย่างมาก จ้องมองแบบทะลุทะลวงแต่ไม่มีความหมาย ช่วงหลัง 1 ปี จะเริ่มสังเกตว่า พูดช้า ไม่พูด หรือไม่ชี้บอกความต้องการ อาจมีการออกเสียงคำสั้นๆ แล้วหยุดไป ไม่สบตา หรือจ้องมองมากผิดปกติ ไม่สนใจใครและไม่สนใจเล่นกับเด็กอื่นตามวัย เลียนแบบไม่เป็น มีพฤติกรรมทางสังคมที่แปลกกว่าเด็กอื่น มักไม่อยู่นิ่ง วิ่งไม่ระวังหกล้มไม่ร้อง เหมือนไม่รู้สึกเจ็บ ไม่มีการตอบสนองทางอารมณ์และมี สีหน้าเฉยเมย ในเด็กอายุ 18 เดือน หากพบพฤติกรรมต่อไปนี้มากกว่า 2 ข้อ ให้นึกถึง ภาวะออทิสติกไม่สนใจสิ่งแวดล้อมและบุคคล เล่นกับเด็กอื่นไม่เป็น ไม่สามารถชี้นิ้วบอกความต้องการได้ เล่นสมมติไม่เป็น ไม่สามารถมีพฤติกรรมแสดงความสนใจร่วมกับบุคคลอื่นได้

เด็กมักมาพบแพทย์ด้วยปัญหาไม่พูด เรียกไม่หัน ไม่สบตา มักมาในช่วงอายุ 3 - 5 ปี แต่ปัจจุบันจะมาพบเร็วขึ้น คือตั้งแต่อายุ 2 - 4 ปี แพทย์มักสังเกตว่า เด็กมีลักษณะภายนอกปกติ แข็งแรง หน้าตาน่ารัก แต่สีหน้าเฉยเมย ไม่กลัวคนแปลกหน้า ไม่สนใจใคร สนใจวัตถุมากกว่าคน ไม่สบตาหรือบางรายจะจ้องอย่างมาก มองแบบทะลุทะลวง อาจมองเอียงๆ ด้วยหางตา เรียกไม่ค่อยหัน มักจะซนมาก ไม่พูด หรือพูดเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก (neologism) พูดตาม (echolalia) เล่นของเล่นซ้ำๆ เล่นเป็นบางอย่าง ไม่มีจินตนาการ อาจนำของเล่นมาเรียงต่อกันเป็นแถวยาว อาจพบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เดินเขย่งปลายเท้า (Toe-walking) สะบัดมือ (hand-flapping) กางนิ้ว งอนิ้วเล่นแล้วจ้องดูนิ้วมือ (finger extension) อาจมีพฤติกรรมซ้ำๆ ชอบดม หรือเคาะ บางคนมักมีวัตถุติดมือบางอย่าง เช่น ผ้า หลอดกาแฟ ซึ่งต่างกันไปในแต่ละราย ในเด็กโต หากไม่เคยได้รับการรักษาและช่วยเหลือเลย อาจมีอาการและพฤติกรรมคล้ายโรคจิตเภท (schizophrenia) พูดคนเดียว พูดเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก ไม่สนใจใคร มีพฤติกรรมซ้ำๆ แปลกๆ บางอย่าง ในรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อย เมื่อโตขึ้นอาการอาจเห็นไม่ชัด เหมือนในเด็กเล็ก เด็กมักมีพัฒนาการในด้านต่างๆบ้างแล้ว เช่น มีภาษาพูดสื่อสารแต่อาจไม่ค่อยเหมาะสม เริ่มมีสังคมและสนใจสิ่งแวดล้อมมากกว่าในเด็กเล็ก สบตาได้ เรียกก็หันมาทำตามบอกได้บ้าง อาจพบพฤติกรรมซ้ำๆ ที่ผิดปกติบ้าง ในรายที่เข้าเรียนได้ มักมีปัญหาการเรียน เนื่องจากมีความเข้าใจจำกัด เข้าใจนามธรรมได้ยากแม้จะมีความจำดี มีปัญหาด้านสังคมกับเพื่อน ทำให้เกิดปัญหาด้านอารมณ์ตามมา การวินิจฉัยโรคออทิซึม

การวินิจฉัยโรคออทิซึมจะดูได้จาก 1. ประวัติของเด็ก เกี่ยวกับ 1.1 ประวัติการตั้งครรภ์ของมารดา การคลอด การเจ็บป่วยของมารดาขณะตั้งครรภ์ อุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจมีปัญหากระทบกระเทือนต่อพัฒนาการทางสมอง ปัญหาการเลี้ยงดูในด้านการกิน การนอน การขับถ่าย เป็นต้น 1.2 พัฒนาการทั้ง 4 ด้าน เด็กททิสิสติกจะมีพัฒนาการทางภาษาและทักษะทางสังคมช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน 1.3 พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกขณะอยู่บ้าน ดังเช่น 1.3.1 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่หรือบุคคลที่ใกล้ชิดในบ้าน เช่น เด็กชอบเล่นคนเดียว 1.3.2 มีพฤติการซ้ำซากหรือไม่ 1.3.3 การตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆเกี่ยวกับการมอง การได้ยิน การสัมผัส ความรู้สึก เจ็บปวดเป็นอย่างไร 1.3.4 ลักษณะการเล่นและการแสดงออกทางอารมณ์ 1.4 มีประวัติว่าบุคคลในครอบครัวที่มีอาการเช่นเดียวกับเด็ก 1.5 ประวัติการเจ็บป่วยของเด็ก การกระทบกระเทือนต่อสมอง เช่น ไข้สูงมากๆหรืออาการชัก เป็นต้น 2. การตรวจประเมินเพื่อการวินิจฉัย แพทย์จะสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะวิ่งหรือเล่นคนเดียวอย่างอิสระก่อนและขณะที่พ่อแม่พูดคุยกับแพทย์ 3. พฤติกรรมที่อาจสังเกตพบขณะตรวจ พฤติกรรมที่สังเกตได้ในเด็กออทิสติคจะมีลักษณะไม่สนใจคนรอบข้าง เล่นคนเดียว ไม่สบตา เรียกไม่หัน ไม่ติดแม่หรือคนเลี้ยง พฤติกรรมซ้ำ เช่น สะบัดมือ หมุนสิ่งของ ฯลฯ จะมีความสนใจบางอย่างมากผิดปกติ เดินเขย่งปลายเท้า พฤติกรรมเหล่านี้อาจพบได้ในเด็กปกติบ้าง แต่เป็นเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น ไม่ปรากฏอยู่นานเหมือนในเด็กออทิสติค 4. การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ยังไม่มีรายงานเรื่องการตรวจพิเศษทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคออทิซึม สำหรับเด็กออทิสติคที่มีประวัติการคลอดผิดปกติ สมองขาดออกซิเจน การเจ็บป่วยรุนแรงที่อาจกระทบกระเทือนต่อสมอง การมีไข้สูงและการชัก เป็นต้น หรือเด็กที่มีพฤติกรรมถดถอย เหม่อลอย ไม่รู้สึกตัวเป็นพักๆ หรือเด็กที่หัวเราะมากจนเกินไปโดยไม่สมเหตุผล ควรได้รับการพิจารณาตรวจคลื่นสมองด้วยไฟฟ้า เพื่อนำมาประกอบการรักษา แต่จะใช้เป็นข้อวินิจฉัยว่าเป็นเด็กออทิสติคไม่ได้ เนื่องจากลักษณะของคลื่นสมองที่ผิดปกติ ไม่ได้เป็นแบบจำเพาะสำหรับเด็กออทิสติค ส่วนการตรวจสมองด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เช่น MRI, CT-Scan, หรือ PET- Scan จะพิจารณาส่งตรวจเมื่อมีข้อชี้บ่งเป็นรายกรณีเท่านั้น 5. การตรวจทางจิตวิทยา การส่งตรวจเชาว์นปัญญาควรส่งตรวจหลังจากเด็กได้รับการรักษาและช่วยเหลือจนเด็กสามารถสื่อสารและเรียนรู้ได้แล้ว เพื่อประโยชน์ในการจัดส่งเข้าชั้นเรียนที่เหมาะสมต่อไป 6. การทดสอบการได้ยิน รายที่สงสัยว่าการได้ยินบกพร่อง

สาเหตุและภาวะที่เกี่ยวข้อง 1. กรรมพันธุ์ เนื่องจากพบเด็กออทิสติคในคู่แฝดจากไข่ใบเดียวกัน มากกว่าคู่แฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ และอัตราส่วนของออทิซึมในพี่น้องท้องเดียวกัน พบถึง 1:50 ส่วนในเด็กทั่วไปพบ1:2,000 2. ความผิดปกติของสมอง อาจจะเกิดได้ตั้งแต่ระหว่างเด็กอยู่ในครรภ์มารดา ระหว่างการคลอด หรือภายหลังคลอด เช่น มารดาที่เป็นโรคหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เป็นโรค Tuberous Sclerosis เด็กขาดออกซิเจนระหว่างคลอด การเจ็บป่วยของเด็กภายหลังคลอด เช่น โรคสมองอักเสบ แม้แต่การเป็นหัด ไอกรน ที่มีภาวะแทรกซ้อน ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้พัฒนาการของสมองผิดปกติได้ เด็กออทิสติค ร้อยละ 25-30 จะมีอาการของโรคลมชักในระยะเริ่มเข้าวัยรุ่น จากการตรวจคลื่นสมองด้วยไฟฟ้า พบว่ามีความผิดปกติของคลื่นสมองแบบไม่เฉพาะเจาะจง (Non-specific) มากกว่าเด็กทั่วไป ขนาดของสมองโตกว่าเด็กทั่วไปเล็กน้อย โดยไม่ได้มาตั้งแต่แรกเกิด จากการศึกษาวิจัยพบว่า สมองของเด็กออทิสติคมีเซลล์ของสมองผิดปกติอยู่ 2 แห่ง คือ บริเวณที่ควบคุมด้านความจำ อารมณ์ และแรงจูงใจ ส่วนอีกบริเวณหนึ่งจะควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ลักษณะของเซลล์สมองทั้ง 2 แห่ง เป็นเซลล์ที่ไม่พัฒนาไปตามวัยของเด็ก 3. สื่อเคมีในสมองผิดปกติ เช่น ระดับของสารซีโรโตนินและสารโดปามีนสูง แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแน่นอน 4. ความผิดปกติระบบความต้านทาน คือมีระบบภูมิต้นทานกลับไปทำลายระบบประสาทของตนเอง อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถบอกได้ถึงสาเหตุที่แน่นอน ส่วนปัจจัยการเลี้ยงดูนั้นไม่ใช่เหตุโดยตรง แต่เป็นสาเหตุส่งเสริมที่จะทำให้เด็กที่เป็นออทิสติกอยู่แล้ว มีอาการมากขึ้น หรือช่วยให้อาการของเด็กดีขึ้นได้

แนวทางการดูแลเด็กออทิสติก

การดูแลเด็กออทิสติค เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมเพื่อดึงเด็กออกจากโลกตนเองมาสู่สังคมในบ้าน ก่อนจะออกไปสู่สังคมนอกบ้าน เข้าสู่โรงเรียนและชุมชนต่อไป แนวทางการดูแลที่สำคัญมีดังนี้ 1. นำเด็กออกจากโลกของตัวเองสู่สังคมในบ้าน กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้มีการพัฒนาสมองของเด็กให้ตื่นตัวและทำหน้าที่ได้อย่างมีศักยภาพ เนื่องจากเด็กออทิสติคจะแสดงพฤติกรรมไม่รับรู้ ไม่ตอบสนองหรือตอบสนองน้อยหรือมากไป ต่อสิ่งเร้าประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ

1.1 การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวกาย เพื่อให้รับรู้ถึงความใกล้ชิดระหว่างบุคคล การเล่นปูไต่ การเล่นจั๊กจี้ด้วยมือ การใช้จมูกหรือคางซุกไซ้ตามตัวเด็ก การนวดตัว การอุ้ม การกอด ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดความรัก ความอบอุ่น ความมีเยื่อใยซึ่งกันและกัน ซึ่งในเด็กออทิสติคนั้น จะแยกตัวจากบุคคล จึงควรดึงเขาเข้ามาหาเรา สร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่และเด็กออทิสติคก่อน ควรกระตุ้นซ้ำๆทุกวัน

1.2 การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางตา เด็กออทิสติคทุกคนมีปัญหาในการสบตาอย่างมากเนื่องจากมีการสูญเสียทางด้านสังคม และการสื่อความหมาย การกระตุ้นในระยะเริ่มแรกจะเน้นเฉพาะการมองสบตากับบุคคลก่อน

1.3 การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางหู จะใช้เสียงบุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็ก โดยกระซิบเรียกชื่อเด็กที่ข้างหู ต่อไปอาจใช้เสียงดนตรีช่วย เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และการสื่อความหมาย

1.4 การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางจมูก เพื่อให้เด็กได้รับรู้และเรียนรู้ถึงความแตกต่างของกลิ่น เช่น กลิ่นอาหาร ผลไม้ ดอกไม้ เป็นต้น

1.5 การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางลิ้น เพื่อให้เด็กได้รับรู้และเรียนรู้ความแตกต่างของรสอาหาร เช่นเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เป็นต้น 2. สอนให้เด็กรู้จักตนเองและบุคคลในครอบครัว ฝึกเด็กให้รับรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร คนไหนคือพ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นการสอนให้เด็กได้รับรู้และเข้าใจว่าบุคคลในครอบครัวมีความแตกต่างกันการสอนให้เด็กรับรู้และเรียนรู้ความแตกต่างของบุคคล เพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านการสื่อความหมายและสังคมในระยะแรก 3. การหันตามเสียงเรียก เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักชื่อของตนเอง ตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อตนเอง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการงด้านการสื่อความหมายและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมากขึ้น 4. การจับมือเด็กให้ทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง เด็กออทิสติคส่วนมากไม่สามารถชี้บอกความต้องการได้ จึงใช้วิธีจับมือบุคคลที่อยู่ใกล้ไปทำสิ่งนั้นแทน ผู้ฝึกจำเป็นต้องจับมือเด็กให้ทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและช่วยลดปัญหาทางอารมณ์ของเด็กด้วย 5. การฝึกกิจวัตรประจำวัน เริ่มฝึกให้เด็กรู้จักสิ่งของเครื่องใช้ที่ต้องใช้ในการฝึกกิจกรรมนั้นก่อน จนสามารถหยิบจับหรือชี้สิ่งของได้ถูกจึงฝึกต่อไป กิจกรรมที่ฝึกเช่น การทำความสะอาดร่างกาย การฝึกแต่งกาย ฝึกการขับถ่าย การใช้ช้อนรับประทานอาหาร 6. การเล่น ฝึกเด็กให้รู้จักเล่นของเล่นจะเป็นการเชื่อมโยงการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อความหมายและปรับอารมณ์ให้ดีได้ด้วย 7. ฝึกการสื่อสารด้วยการใช้ท่าทาง ควรฝึกให้เด็กสามารถสื่อสารด้วยภาษาท่าทางก่อนเพื่อบอกถึงความต้องการของตนเอง จากนั้นฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้สำหรับพูด เช่น เป่ากบ เป่าสำลี ดูดหลอด ฯลฯ และฝึกพูดต่อไป(อ่านเพิ่มเติมในคู่มือฝึกพูดเด็กออทิสติคสำหรับผู้ปกครอง) 8. การรับรู้การแสดงออกทางสีหน้า ฝึกให้เด็กสามารถรับรู้อารมณ์และความต้องการ เพื่อให้เด็กอยู่ในสังคมนอกบ้านได้อย่างเหมาะสม(อ่านเพิ่มเติมในคู่มือดูแลเด็กออทิสติคสำหรับผู้ปกครอง) 9. การใช้ยา ไม่มียาที่ใช้รักษาโรคออทิซึมโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ก็จะเป็นการใช้ยาตามอาการ เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อาการอยู่ไม่นิ่ง ไม่มีสมาธิ อารมณ์หุนหันพลันแล่น พฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น

การพยากรณ์โรค - โรคออทิซึมรักษาไม่หายขาด แต่จะดีขึ้นได้ โดย 2ใน3 ของผู้ป่วย เมื่อโตขึ้นยังต้องการการดูแลช่วยเหลือ 1ใน3 สามารถประกอบอาชีพได้ มีเพียงร้อยละ 1-2 ที่ทำงานและดำรงชีวิตอย่างอิสระ

  • ร้อยละ 50 ไม่มีภาษาพูด ในกลุ่มที่มีภาษาพูดมักพบมีความผิดปกติของการใช้ภาษาอยู่
  • 1ใน6 พบมีโรคลมชักร่วมด้วย โดยพบอุบัติการณ์มากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
  • 2ใน3 ของผู้ป่วย มีภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วย
  • พยากรณ์โรคที่ดี เมื่อผู้ป่วยมีสติปัญญาดี โดยมี nonverbal IQ มากกว่า 70 และมีความสามารถในการสื่อสาร (communicative competence) โดยพูดสื่อสารได้ก่อนอายุ 5 ปี

ข้อมูลอ้างอิง ศ.พญ.เพ็ญแข ลิ่มศิลา ศูนย์ข้อมูลโรคออทิสติก โรงพยาบาล ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ http://www.yuwaprasart.org

ที่มา www.goodhealth.in.th

ขออภัย ขณะนี้เว็บไซท์ของดการสร้างหัวข้อใหม่และการแสดงความคิดเห็นไว้ชั่วคราว