สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ยิ น ดี ต้ อ น รั บ สู่ เ ว็ บ ไ ซ ท์ ส ง ข ล า ส ร้ า ง สุ ข

ยิ น ดี ต้ อ น รั บ สู่ เ ว็ บ ไ ซ ท์ ส ง ข ล า ส ร้ า ง สุ ข

มุมมองหมอ

30 บาท กับทางออกไม่ให้โรงพยาบาลเจ๊ง

by kai @February,18 2006 22.41 ( IP : 58...246 ) | Tags : มุมมองหมอ

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

เมื่อต้นเดือนมกราคม 2549 นี้  มีข่าวคราวของเรื่อง 30 บาทที่น่าสนใจ  กล่าวคือ  รศ.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ นักวิจัยโครงการระบบประกันสุขภาพ 30 บาทสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) ได้แถลงผลการศึกษาวิจัยเรื่องของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค  พบว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เริ่มมาตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลนั้น พบทั้งความสำเร็จและปัญหาอุปสรรค

ประเด็นที่เป็นความสำเร็จ คือ 1.ทำให้คนไทยเกือบทุกคนมีสิทธิประกันสุขภาพ  2.ส่งผลให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนลงได้ 3.ส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้บริการในระบบมากขึ้น    แต่ในความสำเร็จก็ยังพบปัญหามากมาย เนื่องจากการจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาล ทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ไม่สมดุลกัน เงินงบประมาณที่โครงการ 30 บาทมีไม่เพียงพอต่อภาระที่ต้องรับผิดชอบ จากการคำนวณเงินงบประมาณประเมินความต้องการ พบว่าจะต้องใช้เงิน 2,000 บาท/คน/ปี จึงจะพอ ขณะที่ปัจจุบันได้รับจัดสรรงบอยู่ที่ 1,659 บาท/คน/ปี เท่านั้น

นอกจากนี้ยังพบปัญหาในเรื่องของการจัดการระบบบัญชีในโรงพยาบาล ที่มีปัญหาด้านความถูกต้องของข้อมูล เช่น มีหนี้สินบางรายการที่ถูกซ่อนไว้ ไม่ได้แสดงออกมา ทำให้ดูเหมือนว่าโรงพยาบาลไม่ติดลบ  จากการที่โรงพยาบาลต้องรับภาระทางการเงินมาก ส่งผลต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลที่เป็นปัญหาร้องเรียนมา  ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทาการแพทย์ที่เป็นปัญหาเรื้อรังก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้"
ในโอกาสเดียวกันนี้  ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง หัวหน้าโครงการติดตามประเมินผลการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI)  ได้เสนอทางออกของปัญหางบประมาณ 30 บาทไม่พอว่า  ถ้าจะให้พอต้องเพิ่มอีก 20,000-30,000 ล้านบาท/ปี  มีข้อเสนอทางเลือกให้กับรัฐบาล 4 ทางคือ

ทางเลือกที่ 1 คือ ย้ายสมาชิกครอบครัวของผู้มีสิทธิประกันสังคมไปอยู่กับกองทุนประกันสังคม จะช่วยลดจำนวนผู้มีสิทธิในโครงการ 30 บาทลง 6 ล้านคน และลดภาระงบประมาณลงปีละ 12,000 ล้านบาท
ทางเลือกที่ 2 คือ ให้กองทุนประกันสังคมขยายความครอบคลุมด้านสุขภาพให้ผู้ที่เกษียณจากโครงการประกันสังคมไปแล้ว

ทางเลือกที่ 3 คือ รื้อระบบการประกันอุบัติเหตุบุคคลที่ 3 ให้รัฐบาลจัดเก็บเบี้ยประกันเอง เช่น เก็บพร้อมกับการต่อทะเบียนรถและนำรายรับทั้งหมดเข้ากองทุนสุขภาพ ซึ่งจะสามารถเพื่อรายได้ 2,000-3,000 ล้านบาท/ปี

ทางเลือกที่ 4 คือ ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของรัฐบาล ซึ่งเงิน 20,000-30,000 ล้านบาทที่ต้องการเพิ่มนั้น คิดเป็นร้อยละ 1-2 ของงบประมาณประจำปี ซึ่งปกติรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ฉะนั้น รัฐบาลน่าจะจัดงบและค่าใช้จ่ายด้านอื่นลงได้  หรือหารายได้เพิ่มขึ้นจากการขึ้นภาษี โดยเฉพาะภาษีที่คนหนียาก เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 7% เป็น 8%

การแก้ปัญหาเงินไม่พอในการดำเนินนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น  มีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาจากนักวิชาการมาแล้วหลายครั้ง  ทุกข้อเสนอเห็นตรงกันว่า  เงินไม่พอระบบจึงเรรวน  ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขในครั้งนี้ของ ดร.วิโรจน์  ณ ระนอง  นั้นน่าสนใจยิ่ง  แต่ก็เชื่อแน่ว่า  ครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่มีข้อเสนอดีๆ  แต่คนใหญ่คนโตในรัฐบาลอาจรับทราบแต่ไม่รับรู้  อาจได้ฟังแต่สมองมัวคิดแต่เมกกะโปรเจก  บวกลบคูณหารเงินๆทองๆ

หากฝ่ายรัฐบาลไร้การตอบสนอง  โรงพยาบาลต่างๆอาจต้องประกาศลดคุณภาพบริการกันอย่างเปิดเผย  แจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่า  เงินไม่พอ  ขออภัยในความไม่สะดวก และจำกัดยาที่ใช้รักษา  งดเยี่ยมบ้าน  ลดคุณภาพอาหารผู้ป่วย  งดบริการคลินิกนอกเวลาราชการ  ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในทุกเวร  แม้ประชาชนต้องรอนานขึ้นก็ต้องทำใจ  เพราะโรงพยาบาลถูกรัฐบาลทอดทิ้ง  คงมีแต่วิธีนี้เท่านั้นกระมังที่รัฐบาลขาลงะรีบมาแก้ปัญหาให้อย่างจริงจัง

Comment #1
มิ้ง
Posted @August,14 2009 09.07 ip : 58...205

ควรมีการจัดเก็บภาษีบาปให้มากขึ้นในทุกกลุ่ม เพื่อนำเงินดังกล่าวมารักษาผู้ป่วยที่ได้ีับความเจ็บป่วยจากการดื่มสุรา+สูบบุหรี่ รวมทั้งเก็บภาษีสถานบันเทิงที่จำหน่ายสุราบุหรี่เพิ่มขึ้น
มีการจัดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้มากขึ้นเนื่องจากต้องมีการรักษาในประเทศทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายและป้องกันโรคติดต่อ และ จัดทะเบียนประชากรในพื้ที่แต่ละจังหวัดให้ถูกต้องเนื่องจากประัชากรที่ตกสำรวจยังมีอีกมากครับ ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรักาาตัวเองในโรคที่ไม่รุนแรงโดยใช้ภูมิปัญญาของไทยและสมุนไพรไทยจะช่วยลดความสูญเสียด้วยครับ การกำหนดคุณภาพโรงพยาบาล พรพ.ควรเป็นผู้ประเมินเฉพาะโครงสร้างที่สำคัญและจำเป็น ส่วนในสว่นขของวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลควรให้มีอิสระในการรตั้ง และประเมินตามตัวชี้วัด ที่สำคัญโดยผู้ปฏิบัติื ผู้บริหารและผู้ป่วยได้ประโยชน์ร่วมกัน

Comment #2ทำข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างรพ.ด้วยกัน
Posted @January,15 2010 20.28 ip : 118...39

หากฝ่ายบริหารเป็นนักบริหารที่มีความสามารถและโปร่งใส  จะต้องสามารบริหารให้รพ.ไม่ขาดทุนได้  ปลูกจิตสำนึกให้องค์กรทำเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตน  งานโรงพยาบาลเป็นงานที่ทำแล้วได้กุศล  ช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นความทุกข์ยาก  การแสวงหาผลประโยชน์ควรแสวงหาอย่างถูกต้อง  ไม่ใช่หาโอกาสจากตำแหน่ง  ขอสรรเสริญฝ่ายบริหารของรพ.ที่เป็นนักบริหาร โปร่งใส ใจกุศซึ่งมีให้เห็นน้อยมากในประเทศไทย  และควรทำการยกย่องท่านๆนั้น

แสดงความคิดเห็น

« 0706
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง