สงขลาพอเพียง : เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา - Songkhla Health

หนุนเสริมภาคี ประสานความร่วมมือ

ยิ น ดี ต้ อ น รั บ สู่ เ ว็ บ ไ ซ ท์ ส ง ข ล า ส ร้ า ง สุ ข

ยิ น ดี ต้ อ น รั บ สู่ เ ว็ บ ไ ซ ท์ ส ง ข ล า ส ร้ า ง สุ ข

ประเด็นการจัดระบบบริการด้านสุขภาพของสถานบริการ และการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เอ็นจีโอเสนอเลิกใช้ระบบสิทธิบัตรยา ชวนประเทศกำลังพัฒนาร่วมลงขันวิจัยยาเอง

เอ็นจีโอเสนอเลิกใช้ระบบสิทธิบัตรยา ชวนประเทศกำลังพัฒนาร่วมลงขันวิจัยยาเอง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2550 17:55 น.


      "จอน" ชี้ควรเลิกใช้ระบบสิทธิบัตรกับยาและการรักษาโรค เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาลงขันใช้ภาษีประชาชนตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนายาเพื่อประโยชน์สาธารณะ คิดยาใหม่ได้ไม่มีสิทธิบัตร จี้รัฐ-สปสช.ทำซีแอลยาเอดส์ "อลูเวีย" ด่วน ระบุจำเป็นมาก ขณะที่นักธุรกิจเผยเทียบจีเอสพีที่ต้องเสียไป 5 พันล้านบาทกับชีวิตผู้ป่วยเอดส์ถือว่าคุ้มค่า สปสช.เผยบริษัทยาข้ามชาติ "ซาโนฟี" หมกเม็ดสอดไส้เอกสารลับไม่ให้ไทยทำซีแอลยาพลาวิกซ์ แลกโครงการยาหัวใจ 3.5 ล้านเม็ด
      วันนี้ (18 มิ.ย.) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการสัมมนา "การบังคับสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL): สังคมเศรษฐกิจไทยได้อะไร?" นายจอน อึ๊งภากรณ์ เลขานุการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้เติบโตเพราะอุตสาหกรรมการผลิต แต่เป็นการค้าและการคิดค้นเทคโนโลยีที่มีราคาแพงและได้ผลประโยชน์ในรูปของการผูกขาดสิทธิบัตร ในส่วนของยาที่มีความจำเป็น เมื่อผูกขาดราคายาทำให้สหรัฐฯ สามารถกำหนดราคาได้เองตามอำเภอใจ ซึ่งมีตัวอย่างของผู้ป่วยที่เสียชีวิตเพราะได้รับผลกระทบจากการที่ยามีราคาแพง
      นายจอน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันราคายาที่มีสิทธิบัตรและขายในประเทศไทยนั้น ต่างจากราคายาที่ขายในสหรัฐฯ ถึง 20% ซึ่งถ้าราคายาต่างกันแค่ 7% ที่เป็นส่วนต่างรายได้ของไทยกับสหรัฐฯ ไทยก็คงไม่ต้องทำซีแอล ดังนั้น ระบบสิทธิบัตรถือเป็นระบบที่ใช้ฆ่าคน ทั้งๆ ที่ยาเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตแต่กลับปล่อยให้ระบบทุนการตลาดเข้ามาควบคุม ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงยาได้
      "งานวิจัยในสหรัฐฯ ซึ่งมีการติดตามยาที่ขายดีที่สุด 5 ลำดับแรกในสหรัฐฯ พบว่า 85% เป็นยาที่พัฒนาวิจัยจากเงินภาษีของประชาชนไม่ใช่จากบริษัทยา เพราะทุนดังกล่าวมาจากในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลทั้งสิ้น ส่วนงานวิจัย 90% ของบริษัทยาทั่วโลกก็เป็นการวิจัยยาเพื่อรักษาโรคในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีเพียง 10% เท่านั้นที่เป็นยาจำเป็นในประเทศกำลังพัฒนา เพราะรู้ว่าวิจัยพัฒนาไปก็ขายไม่ออก จึงเน้นตลาดในประเทศพัฒนาแล้วที่ให้กำไรมหาศาล นั้น แสดงว่าการวิจัยยานั้นไม่ได้สนใจการรักษาโรคในประเทศที่กำลังพัฒนาเลย" นายจอนกล่าว
      นายจอน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ระบบสิทธิบัตรขณะนี้ไปไกลมาก อย่างเช่นที่สหรัฐฯ ทำกับไทย เป็นการเรียกร้องมากเกินขอบเขตข้อตกลงทริปส์ ซึ่งการทำซีแอลที่ผ่านมาไม่ได้มีการโจมตีว่าประเทศไทยทำผิดกฎหมาย มีแต่พูดว่าไทยทำโดยรัฐบาลเผด็จการ ไม่ควรใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือควรใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มองว่าต่อจากนี้ไทยควรจะเร่งส่งเสริมผลิตคิดค้นยาที่ใช้ทางการแพทย์ที่เป็นทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่สิทธิบัตร
      "เอ็นจีโอที่ทำงานด้านการเข้าถึงยาเสนอหลายวิธีที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยามากขึ้น วิธีหนึ่งคือ ระบบการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายาที่มาจากภาคสาธารณะ โดยให้ทุกประเทศในโลกเอาเงินภาษีมาลงขันเป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายา โดยยาที่พัฒนาได้จะไม่ติดสิทธิบัตรประเทศใดเอามาใช้ก็ได้ แยกกระบวนการทางตลาดและกระบวนการทางการวิจัยออกจากกันชัดเจน โดยหลายประเทศต้องร่วมกันทำเพราะเรื่องนี้ไม่สามารถทำได้เพียงลำพังแค่ประเทศใดประเทศหนึ่งได้ โดยไม่เลือกวิจัยเฉพาะเอดส์โรคเดียวแต่เป็นโรคที่เกิดในประเทศกำลังพัฒนา เช่น วัณโรคเชื้อดื้อยารุนแรงหลายขนานที่กำลังระบาดและไม่มียารักษา รวมถึงมาลาเรีย และโรคอื่นๆ และหากไม่เกิดระบบดังกล่าวขึ้น เชื่อว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็จะประกาศบังคับใช้สิทธิเพื่อผลิตยาที่ติดสิทธิบัตร (ซีแอล) มากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วที่มีบริษัทยาอยู่ ก็ต้องหาแนวทางอื่นเพื่อแก้ปัญหา" นายจอนกล่าว
      นายจอน กล่าวอีกว่า ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ ไทยควรที่จะทำซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ ยาคาเลตต้า ชนิดเม็ด หรือยาอลูเวีย เร่งด่วนเนื่องจากมีความสำคัญต่อผู้ป่วยเอดส์อย่างมาก ซึ่งหวังว่ารัฐบาล และสปสช.จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป ทั้งนี้อาจจำเป็นที่ต้องประกาศซ้ำอีกครั้ง เพราะประกาศบังคับชิ้สิทธิยาคาเลตร้าครั้งที่ผ่านมา ไม่คลอบคลุมยาอลูเวีย แต่ระบุเพียงยาคาเลตตรา ซึ่งเป็นชนิดน้ำเท่านั้น
      ด้าน นายสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นักการเมืองที่ผ่านมาฉลาดพอรู้เรื่องสิทธิบัตรยาเป็นอย่างดี แต่ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องการพัฒนายา เพราะมัวแต่ทะเลาะกันเรื่องการเมือง โดยที่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำซีแอล โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ทั้งหมด 4 พันกว่าล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ มีมูลค่าจีเอสพีที่ทำให้ประหยัดภาษีได้เพียง 5 พันกว่าล้านบาท แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงจำนวนเงิน 5 พันล้านบาท แต่จะพูดถึงยอดขายทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งเมื่อได้สอบถามภาคธุรกิจก็ได้รับคำตอบว่าหากคำนวณเรื่องผลกระทบที่เกิดจากจีเอสพีเพียงเรื่องเดียวก็ถือว่าไม่ได้ผลกระทบมากเท่าใดนัก แต่เมื่อนำไปรวมกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่าขึ้น 25% ประกอบกับเศรษฐกิจที่ไม่ดีก็อาจมีผลกระทบเกิดขึ้นได้
      "ในไม่ช้านี้เสียงที่กล่าวหาว่าการใช้ซีแอลจะมีผลกระทบทำให้โดนตัดจีเอสพีจะดังขึ้นอีกครั้ง ดังนั้น จำเป็นต้องให้ความรู้แก่สังคมว่าไทยได้อะไรกลับมา สรุปแล้วเราสามารถลดอัตราการตายจากโรคเอดส์ ตั้งแต่ปี 2542 ได้ถึง 6 พันคน เหมือนกับซื้อชีวิตผู้ป่วยเอดส์ด้วยเงิน 1 ล้านบาทต่อคน ถามว่าเงินจำนวนดังกล่าวมากหรือไม่ หากเป็นญาติเราก็คงไม่มาก เราโดนตัดจีเอสพี แต่ได้ชีวิตมาหลายพันชีวิตถือว่าคุ้ม รวมถึงได้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพราะไม่ช้าก็เร็วไทยก็ต้องโดนตัดสิทธินี้อยู่แล้ว" นายสุทธิชัย กล่าว
      นายสุทธิชัย กล่าวอีกว่า ส่วนความรับผิดชอบทางสังคมนั้น ต้องถามว่าอุตสาหกรรมยามีจริยธรรม และความจริงใจในการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ไม่มีใครกล้าถาม เพราะบริษัทเป็นผู้ควบคุมกติกาโลก ซึ่งกลุ่มองค์กรด้านธุรกิจได้มีข้อการร่างจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ แต่กลุ่มอุตสาหกรรมยาก็บอกว่าสามารถดูแลควบคุมกันเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานกลาง ทำให้ไม่สามารถมีกติกาในการควบคุมอุตสาหรรมยาได้ แต่ขณะเดียวกันการเข้าไปขายของในประเทศสหรัฐ กลับต้องผ่านมาตรฐาน กติกาที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนด
      ขณะที่ ภก.สรชัย จำเนียรดำรงการ ผู้เชี่ยวชาญสำนักนโยบายและแผน สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่กระทรวงสาธารณสุขจะสั่งซื้อยาสลายลิ่มเลือดหัวใจและสมอง หรือโคพิโดเกรล จากประเทศอินเดีย เนื่องจาก บริษัท ซาโนฟี อเวนติส เจ้าของสิทธิบัตรยาดังกล่าว เสนอเงื่อนไขให้กระทรวงสาธารณสุขซื้อยาในราคาเดิมเม็ดละ 73 บาท แต่มีโครงการพิเศษให้ยาพลาวิกซ์ 3.4 ล้านเม็ดแก่ผู้ป่วย 3.4 หมื่นคนในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าประเทศไทยต้องยกเลิกการทำซีแอล ซึ่งทำให้ไทยอาจตัดสินใจซื้อยาจากประเทศอินเดียที่มีราคาประมาณ 5 บาทเท่านั้น
      รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มประนานนท์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตัดสินใจใช้กฎหมายสิทธิบัตรยาตามข้อตกลงทริปส์ ที่ไทยรีบทำตามแรงกดดันของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการตัดสินใจผิด เพราะเมื่อเทียบระหว่างประเทศไทย กับประเทศอินเดีย ซึ่งก่อนหน้าที่ไทยจะมีการออกกฎหมายสิทธิบัตรยา ยาของประเทศไทยได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่ายาจากประเทศอินเดียในเรื่องคุณภาพ แต่ภายหลังจากการเข้มงวดในเรื่องสิทธิบัตรทำให้ไม่เกิดการพัฒนา วิจัยยาในประเทศไทย

แสดงความคิดเห็น

« 5651
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง